2006/Oct/12

สวนสัตว์ดุสิต

สวนสัตว์ดุสิต หรือ เขาดินวนา เป็นสวนสัตว์และสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย ตั้งอยู่เลขที่ ๗๑ ถนนพระราม ๕ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ใกล้กับสนามเสือป่าและพระที่นั่งอนันตสมาคม มีเนื้อที่ ๑๑๒ ไร่กับ ๒๗๗ ตารางวา

ประวัติ

สวนสัตว์ดุสิต เดิมเป็นพระราชอุทยานส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๘ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้สร้างขึ้นบริเวณที่ราบด้านตะวันออกของพระราชวังดุสิต ตามแบบอย่างของต่างประเทศที่พระองค์เคยเสด็จไปทอดพระเนตร การสร้างก่อสร้างพระราชอุทยานเริ่มด้วยการขุดสระน้ำขนาดใหญ่เป็นรูปพระราชหัตถเลขา พระปรมาภิไธยย่อ "จ.ป.ร." ขุดคูคลองระบายน้ำ ทำถนนเชื่อมตัดผ่านจากคลองเปรมประชากรเข้าไปโดยรอบหลายเส้นทาง ดินที่ขุดขึ้นมาได้นำมาใช้ในการถมเนินและปลูกต้นไม้ พระองค์จึงโปรดเรียกที่นี้ว่า "เขาดินวนา"

พระราชอุทยานแห่งนี้ใช้เป็นที่เสด็จประพาส เพื่อทรงเปลี่ยนพระราชอิริยาบถแต่เพียงอย่างเดียว ยังไม่มีการนำสัตว์ชนิดใดมาเลี้ยงไว้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระราชอุทยานสวนดุสิตแห่งนี้ ถูกปล่อยทิ้งรกร้างเป็นเวลาหลายสิบปี

ใน พ.ศ. ๒๔๘๑ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลขอพระราชทานสวนดุสิต มาจัดตั้งเป็นสวนสัตว์และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน เพิ่มเติมจากสวนลุมพินี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ ทั้งยังทรงพระราชทานกวางดาว ลูกหลานกวางดาวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำมาจากอินโดนีเซีย เมื่อครั้งเสด็จประพาสหมู่เกาะชวา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑ และสัตว์อื่นอีก ๒-๓ ชนิด จากสวนกวางบริเวณพระที่นั่งอัมพรสถาน มาเลี้ยงไว้ในเขาดินวนา ตั้งชื่อสวนสัตว์นี้ว่า "สวนสัตว์ดุสิต"

สวนสัตว์ดุสิตอยู่ในการดำเนินงานของเทศบาลนครกรุงเทพฯ จนมาถึง พ.ศ. ๒๔๙๗ จึงได้จัดตั้งองค์การสวนสัตว์ ขึ้นมาบริหารงานโดยเฉพาะ ปัจจุบันมีสัตว์ป่าทั้งในและต่างประเทศ รวมกว่า ๑๖๐๐ ตัว มีผู้เข้ามาใช้บริการเฉลี่ยปีละ ๒.๕ ล้านคน

dit @ 2006/10/15 10:34:39


edit @ 2006/11/15 18:18:12

2006/Oct/11

เครื่องบิน เป็นการเดินทางที่สะดวกสบายที่สุดหากแต่ค่าใช้จ่ายก็สูงตามเช่นกัน หากย้อนอดีตไปในวัยเด็กเชื่อแน่ว่าใครหลายคนคงใฝ่ฝันว่าอยากนั่งเครื่องบินสักครั้งทีมงาน นายรอบรู้ (น้อย)เองก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกันแต่กว่าจะเป็นเครื่องบินให้เราเห็นดังทุกวันนี้ เราไปดูกันดีกว่าเครื่องบินต่างๆที่เคยใช้ในอดีตนั้นมีรูปร่างเป็นยังไงกัน

เครื่องบินต่างๆที่ปลดประจำการแล้วถูกเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศ ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยกอง ทัพอากาศเมื่อ พ.ศ. 2495 โดยมีจุดประสงค์เพื่อรวบรวมยุทธภัณฑ์และสันติภัณฑ์ทุกประเภทตามยุคตามสมัยเป็นลำดับเพื่อเป็นประโยชน์แก่อนุชนรุ่นหลัง
แต่เดิมนั้นเครื่องบินเหล่านี้จัดแสดงอยู่ที่โรงเก็บเครื่องบินด้านทิศตะวันตกของสนามบินดอนเมือง แต่ยังไม่ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมเมื่อรวบรวมพัสดุภัณฑ์ได้มากขึ้น จึงทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2522 ต่อมากองทัพอากาศได้จัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ขึ้นใหม่เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2511 และเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2512 เป็นต้นมา

ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งการจัดแสดงออกเป็น 5 ส่วนได้แก่
@ อาคาร 1 เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นพระบิดาแห่งการบิน จัดแสดงประวัติการบิน กลุ่มคนผู้ริเริ่มการบินในเมืองไทยอากาศยานหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และอากาศยานที่ออกแบบโดยคนไทย

@ อาคาร 2 เป็นอาคารที่น่าสนใจมาก เพราะจัดแสดงอากาศยานที่หาชมได้ยากบางเครื่องเหลือเพียงเครื่องเดียวในโลก อาทิเครื่องบินโจมตีแบบที่ 1 (คอร์แชร์)เคยปฏิบัติการรบในสงครามอินโดจีนเครื่องบินขับไล่แบบที่ 10 (ฮอร์ค 3) เคยทำการรบจริงในสงครามอินโดจีนเป็นต้น เดินออกมาจากอาคาร 2 จะพบกับเครื่องบินไอพ่นและเครื่องบินขับไล่แบบต่างๆ เช่นเครื่องบินขับไล่แบบที่ 18 ข (เอฟ 5 อี) เครื่องบินลำเลียงที่เคยประจำการใน ทอ.ซึ่งจัดแสดงอยู่กลางแจ้ง
@ อาคาร 3 จัดแสดงอากาศยานปราบปรามผู้ก่อการร้ายในประเทศมีเพียงเครื่องเดียวเป็นเครื่องบิน T 28 ซึ่งอาคารนี้เปิดให้ชมเฉพาะวันจันทร์-วันศุกร์เท่านั้น
@ อาคาร 4 จัดแสดงพัสดุภัณฑ์ อาทิเครื่องแบบทหารอากาศตั้งแต่อดีตตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน อาวุธปืน พัสดุพลาธิการนิทรรศการถาวรเรื่อง การบินเดินทางไปเยือนต่างประเทศ โดยเครื่องบินแบบบริพัตร ซึ่งเป็นเครื่องบินลำแรกที่ออกแบบและสร้างโดยคนไทยนอกจากนี้ก็ยังมีห้องปรับบรรยากาศความกดต่ำ 1 ซึ่งใช้ทดสอบสมรรถภาพร่างกายเครื่องบินฝึกจำลอง เครื่องมือสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
@ อาคาร 5 จัดแสดงอากาศยานยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงยุคไอพ่น เครื่องบินไอพ่นแบบแรกๆ เช่นบ.ข. 14 (สปีดไฟร์)เป็นเครื่องบินที่ดีที่สุดของอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งอังกฤษใช้ต่อสู้กับเยอรมันบ. แบร์แคทสร้างในตอนปลายสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นเครื่องบินขับไล่ที่สหรัฐอเมริกาให้ความช่วยเหลือรวมทั้งมีเฮลิคอปเตอร์แบบต่างๆและคอปเตอร์พระที่นั่งจัดแสดงด้วยกว่าที่เราจะมีชาติบ้านเมืองมาจนถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะมีรั้วของชาติ ที่เข้มแข็งนั่นเอง การมาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศ ทำให้นึกถึงทหารอากาศที่สูญเสียชีวิตในการป้องกันประเทศพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจให้เรารักชาติไทยมาขึ้น - เปิดทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.00 16.00 น.
- ไม่เสียค่าโทร. http://rtaf.mi.th/museum/index.html

การเดินทาง
รถประจำทาง สาย 34, 39, 114, 356 ปอ. 21, 114, 503, 522 524, 525, 539, 543 และ 356

แหล่งข้อมูล
- กองบรรณาธิการ สำนักพิมพ์แปลน รีดเดอร์ส.100 พิพิธภัณฑ์กรุงเทพฯ-ปริมณฑล โลกกว้างอยู่ไม่กล.กรุงเทพฯ : บริษัทแปลนพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), 2546
- พิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศ


edit @ 2006/10/11 14:11:57


edit @ 2006/10/11 14:15:33


edit @ 2006/10/12 10:50:55

2006/Oct/11

การละเล่นของเด็กแบบไทย ๆ มีมาตั้งแต่เมื่อไร

ชนชาติไทยมีมาตั้งแต่เมื่อไร การละเล่นแบบไทย ๆ ก็น่าจะมีมาแต่เมื่อนั้นแหละ ถ้าจะเค้นให้เห็นกันเป็นลายลักษณ์อักษร ก็คงต้องขุดศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง มาอ้างพอเป็นหลักฐานได้ราง ๆ ว่า

..ใครจักมักเล่น เล่น ใครจักมักหัว หัว ใครจักมักหัว หัว ใครจักมักเลื่อน เลื่อน...
ในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ มีการกล่าวถึงการละเล่นของคนสมัยนั้นว่า
...เดือนยี่ถึงการพระราชพิธีบุษยาภิเษก เถลิงพระโค กินเลี้ยงเป็นนักขัตฤกษ์ หมู่นางในก็ได้ดูชุดชักว่าวหง่าวฟังสำเนียง เสียงว่าว ร้องเสนาะลั่นฟ้าไปทั้งทิวาราตรี...
ในสมัยอยุธยา บทละครกรุงเก่าได้กล่าวถึงการละเล่นบางอย่างที่คุณคงจะคุ้นเคยดีเมื่อสมัยยังเด็ก คือลิงชิงหลักและปลาลงอวน ในบทที่ว่า
เมื่อนั้น โฉมนวลพระพี่ศรีจุลา ว่าเจ้าโฉมตรูมโนห์รา มาเราจะเล่นกระไรดี เล่นให้สบายคลายทุกข์ เล่นให้สนุกในวันนี้ จะเล่นให้ขันกันสักทีเล่นให้สนุกกันจริงจริง มาเราจะวิ่งลิงชิงเสา ช้างโน้นนะเจ้าเป็นแดนพี่ ช้างนี้เป็นแดนเจ้านี้ เล่นลิงชิงเสาเหมือนกัน ถ้าใครวิ่งเร็วไปข้างหน้า ถ้าใครวิ่งช้าอยู่ข้างหลัง เอาบัวเป็นเสาเข้าชิงกัน ขยิกไล่ผายผันกันไปมา
เมื่อนั้น
 โฉมนวลพระพี่ศรีจุลา บอกเจ้าโฉมตรูมโนห์รา มาเราจะเล่นปลาลงอวน บัวผุดสุดท้องน้องเป็นปลา ลอยล่องท่องมาเจ้าหน้านวลจะขึงมือกันไว้เป็นสายอวน ดักท่าหน้านวลเจ้าล่องมา ออกหน้าที่ใครจับตัวได้ คุมตัวเอาไว้ว่าได้ปลา
ในเรื่อง อิเหนา วรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ก็ปรากฏการละเล่นหลายอย่าง เช่น ตะกร้อ จ้องเต ขี่ม้าส่งเมือง ดังว่า

...บ้างตั้งวงเตะตะกร้อเล่น
เพลาเย็นแดดร่มลมสงัด
ปะเตะโต้คู่กันเป็นสันทัด
บ้างถนัดเข้าเตะเป็นน่าดู
ที่หนุ่มหนุ่มคะนองเล่นจ้องเต
สรวลเสเฮฮาขึ้นขี่คู่
บ้างรำอย่างชวามลายู
เป็นเหล่าเหล่าเล่นอยู่บนคิรี

หรือในขุนช้างขุนแผนกก็กล่าวถึงการละเล่นไม้หึ่งไว้ว่า
...เมื่อกลางวันยังเห็นเล่นไม้หึ่ง
กับอ้ายอึ่งอีดูกลูกอีมี
แล้วว่าเจ้าเล่าก็ช่างนั่งมึนมี
ว่าแล้วซิอย่าให้ลงในดิน


edit @ 2006/10/11 14:14:02